วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

ความผูกพัน

วันนี้...เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง
จนคิดว่าเราขาดไม่ได้
แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
สักวันเราจะรู้ว่า...สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้
เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เติมชีวิตเราไม่ใช่...ทั้งหมดของชีวิตเรา...


ส่วนที่เหลือ วันหนึ่ง...หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่
ที่เราคิดว่าเราพึงใจ...ปรารถนา...ต้องการ...ขาดไม่ได้
เราก็จะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก...
เมื่อเวลาหนึ่งผ่านไป จะสอนเราได้เองว่า
ความผูกพันกับสิ่งใด ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้น ๆ
อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง...
คิดเสียว่า.เราโชคดี.ที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก
ความผูกพัน..ก็เหมือนกับความรัก..
หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก
หากเรารักใครคนใดคนหนึ่งมาก
เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก
แต่ความผูกพันที่ว่า.ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเอง
ไว้กับสิ่งนั้น..เพราะคนทุกคน ย่อมผูกพันกับหลายๆ สิ่ง
เปรียบเสมือนเรามีแก้วน้ำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า..เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่มนม
พออากาศร้อนหน่อย..เราอาจต้องการน้ำเย็น ๆ
บางครั้งที่เราไม่สบาย..เราอาจต้องการน้ำอุ่น
ใจเราก็เหมือนกับแก้วน้ำ..ต้องเติมสิ่งต่าง ๆ
ในเวลาที่แตกต่างกัน...ตามความเหมาะสม..
หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้วน้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที.ในแก้วใบเดียวกัน..
เราก็จะพบว่า..
แก้วใบนั้น..ก็จะร้าว..แล้วเริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา
ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่ง..ไม่ผิด
ถ้าเราค่อยๆ ปรับใจ ปรับตัวของเราเอง
ให้กลับคืนในเวลาที่ควร
เพราะอย่างน้อยที่สุด..เราก็มีโอกาส..ได้ผูกพัน...
ซึ่งก็เหมือนเราได้มีโอกาส..ได้รัก นั่นเอง
ถ้าคุณมีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น
คือ........ความรัก
ถ้าคุณเศร้า เหงา คิดถึงเค้าอยากเจอ พูดคุย
คือ.........ความรัก
ถ้าคุณร้อนรนที่เค้าอยู่กับใครๆ ที่ไม่ใช่คุณ
คือ.........ความใคร่ อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว
ถ้าคุณเมามาย เค้าลูบหลังไหล่ ดูแล
คือ.........ความรักที่บริสุทธิใจ
ถ้าคุณเมามาย เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย
คือ..........ความใคร่จากเค้าของคุณ
ถ้าคุณเข้าหา แต่เค้าหนี...
คือ......... ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้วา
ถ้าคุณหนี แต่เค้าวิ่งตามมา
คือ..........ความรักที่ยังไม่มีจุดจบ
ถ้าคุณร้องให้ ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ
คุณคือ..........คนโง่ และบ้า อย่างน่าอาย
แต่ถ้าคุณพอใจ...จงรัก และ มอบความรัก ให้กับเค้า
แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม
จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้
ดีกว่าที่จะมานั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่ เสน่หา
...เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป....

ความใก้ลชิดกับความห่างไกล

บ่อยครั้งที่ฉันต้องสัมผัสกับความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ฉันก็แอบอมยิ้มอยู่เสมอๆ นะ เมื่อฉันคิดถึงคนที่อยู่ไกล ที่เขาพยายามจะกลับมาหาฉันและให้เราได้ใกล้ชิดกันเสมอๆ อยากขอบคุณคนไกลคนดีของฉัน ที่พยายามจะเข้ามาชิดใกล้และอยู่

ส่วนที่เหลือเคียงข้างกันเสมอ ถึงแม้ว่าเวลาที่เราจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน มันอาจจะน้อยเต็มที แต่เราทั้งสองคนก็พยายามทำเวลาทุกวินาที ทุกนาที ที่เราได้อยู่ด้วยกันให้มีค่า มีความหมายเสมอ แค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้ว และฉันก็เชื่อว่าเขาก็คงมีความสุขไม่น้อยไปกว่าฉันเลยความสุขที่เราอยากจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ด้วยกันไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ความห่างไกลจะพรากเราจากกันอีกครั้งนึง ทุกครั้งที่เราต้องห่างไกลกันเราทั้งสองคนก็ยังคงแอบอมยิ้ม กับช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันเสมอๆ ไม่ว่าจะนั่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาอีกกี่ครั้ง ไม่ว่าเรื่องที่คิดขึ้นมาจะซ้ำวนไปวนมาอีกกี่รอบก็ตาม แต่ฉันก็ยังรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเสมอ ที่มีเขาอยู่กับฉันจนถึงวันนี้ ขอบคุณนะคับคนดี ที่รักกัน....

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

ความสำคัญของเวลา

ความสำคัญของเวลา ความสำคัญของเวลา มีคนบอกว่าเวลาไม่เคยรอใคร ช่วงนี้เราใช้เวลาอย่างไรกันบ้าง >ลองมาดูคุณค่าของเวลากันบ้างดีกว่านะเพื่อนนะ...แล้วจะได้ใช้ทุกนาทีอย่างมีคุณค่า... > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 10 ปีมีค่าขนาดไหน >ถามคู่แต่งงานที่เพิ่งหย่าร้างกัน

ส่วนที่เหลือ >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าขนาดไหน >ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน >ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 9 เดือนมีค่าขนาดไหน >ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 เดือนมีค่าขนาดไหน >ถามมารดาที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 อาทิตย์มีค่าขนาดไหน >ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาดไหน >ถามคนรักที่รอพบกัน > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 นาทีมีค่าขนาดไหน >ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง หรือเรือบิน > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาทีมีค่าขนาดไหน >ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด > >ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลาเสี้ยวหนึ่งของวินาทีมีค่าขนาดไหน >ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ชนะเหรียญเงิน > >ถ้าท่านอยากรู้ว่ามิตรภาพมีค่าขนาดไหน >เสียเพื่อนสักคนหนึ่ง >เวลาไม่เคยรอใคร เมื่อมันผ่านไปแล้ว >มันจะไม่กลับมาอีก >จงใช้เวลาของท่านทุกขณะอย่างดีที่สุด > >ท่านจะรู้คุณค่าของเวลาเมื่อท่านแบ่งปันกับคนที่พิเศษสุดในชีวิตของท่าน


เทคนิคการล้างหน้า



เทคนิคการล้างหน้าที่ถูกวิธีเป็นอีกเคล็ดลับหนึ่ง ที่จะให้เพื่อนๆ ผิวสวย แต่เราจะรู้ได้งัยว่าควรจะ
ล้างหน้าวันละกี่รอบ? รอบละกี่ครั้ง? ควรล้างแบบไหนถูซ้ายไปขวา หรือล่างขึ้นบน? ล้างด้วยสบู่
หรือเจล หรือโฟมล้างหน้ากันดี? เรามีคำตอบให้เพื่อนๆ เพื่อหน้าใสอยู่ตรงนี้แล้วค่ะ
เริ่มจากการล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอค่ะ คือเวลาตื่นนอนตอนเช้า และอาบน้ำตอนเย็น
เราไม่ควรล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้ง ลอกได้ นอกซะจากกรณีที่ผิวของเพื่อนๆ สกปรกจริง ๆ เช่น หลังเล่นกีฬา ทำสวน ทำไร่ ปลูกต้นไม้ หรือคุมงานก่อสร้าง ซ่อมแซม

เทคนิคการออกกำลังกาย

1. รูปแบบการออกกำลังกาย (Type)สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักตัว ควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก หรือการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเดิน การวิ่งเหยาะ ๆ การขี่จักรยานแบบนั่งอยู่กับที่ การว่ายน้ำ หากของออกกำลังกายเป็นกลุ่มก็เข้าร่วมกิจกรรมการเต้นแอโรบิก การฝึกไท้เก๊ก การฝึกโยคะ เป็นต้น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับตนเอง และคำนึงถึงความสะดวก ปลอดภัย รวมทั้งความยากง่ายด้วย และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการเปลี่ยนแปลงจังหวะทิศทางเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ซึ่งจะมีผลต่อข้อเข่าข้อเท้าทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

ส่วนที่เหลือ 2. ระยะเวลาในการออกกำลังกาย (Duration)หากต้องการให้ร่างกายให้พลังงานหรือเผาผลาญไขมันได้มาก ควรให้ระยะเวลาในการออกกำบังกายยาวนานโดยเรียนรู้ระดับความเหน็ดเหนื่อยที่เหมาะสมด้วยตัวเอง เช่น หากไม่สามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ในขณะออกกำลังกาย แสดงว่าการออกกำลังกายนั้นหนักเกินไป ซึ่งไม่สามารถออกกำลังกายได้นาน สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย ควรเริ่มการออกกำลังกายโดยใช้เวลาไม่นานนัก ประมาณ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เมื่อคุ้นเคยหรือมีสมรรถภาพร่างกายดีแล้ว จึงปรับเวลาให้การออกกำลังกายเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 30-45 นาที หรือนานกว่าประมาณ 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์
3. ความหนักในการออกกำลังกาย (Intensity)ควรออกกำลังกานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง ไม่ควรทำหรือล้อเลียนแบบผู้อื่น เพราะการออกกำลังกายที่ดูว่าเบาสำหรับคนอื่น อาจจะกลาเป็นหนักสำหรับเรา จึงควรเลื่อนกระดับความหนักให้เหมาะสมกับตนเอง ด้วยการคำนวณจากอัตราเต้นชีพจรสูงสุดดังนี้
ตัวอย่าง นาย ก อายุ 40 ปี ต้องการออกกำลังกายที่ระดับความน้ำหนัก 60-70 % ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุดนาย ก. ควรออกกำลังกายให้เหนื่อยที่ระดับหัวใจเต้นที่ครั้งต่อนาที มีวิธีคำนวณดังนี้
อัตราการเต้นชีพจรสูงสุดของนาย ก. = 220 – อายุ นายกอ = 220 -40 = 180 ครั้งต่อนาที
การออกกำลังกายที่ระดับความหนัก 60 % = 180 x 0.60 = 108 ครั้งต่อนาทีการออกกำลังกายที่ระดับความหนัก 70 % = 180 x 0.70 = 126 ครั้งต่อนาที
ดังนั้น การออกกำลังกายของ นาย ก. ควรให้เหนื่อยที่ระดับหัวใจเต้นประมาณ 108-126 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็นความหนักที่ระดับ 60 – 70 % ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุดของ นาย ก. โดยร่างกายจะดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานในการเคลื่อนไหวคณะออกกำลังกาย
4. ความบ่อยครั้งในการออกกำลังกาย (Frequency) ผู้ออกกำลังกายที่ต้องการลดน้ำหนักเร็ว พึงระลึกไว้เสมอว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือแบบใช้ออกซิเจนเป็นพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิก ฯลฯ ยิ่งทำได้นานและบ่อยครั้งมากเท่าใด ยิ่งช่วยเผาผลาญและลดไขมันในร่ายกายได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ควรมีวันพักหรือหยุดออกกำลังกาย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์และออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

หลักสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก
1. ควรให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั่วร่างกายได้เคลื่อนไหวหรือออกแรงอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นช่วย ๆ อย่างน้อย 15 – 30 นาที จะทำให้เผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น
2. ต้องให้เกิดความรู้สึกเหนื่อย โดยให้หัวใจเต้นประมาณ 120-140 ครั้งต่อนี้ หรือประมาณ 60-70 % ของอัตราการเต้นหัวใจ
3. ต้องออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 4. ควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ โดยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองและสอดคล้องวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และการทรงตัวที่ดี5. ควรอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง6. ไม่ควรงดอาหาร แต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกต้องได้สัดส่วนเหมาะสม
7. ควรงดอาหารออกกำลังกายเมื่อมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวไหล่ หลังส่วนนอก อก ต้นแขน หน้าท้อง หลังส่วนล่าง ต้นขา และสะโพก ให้แข็งแรง ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวและรูปร่างทรวดทรงที่กระชับได้สัดส่วนสวยงาม เป็นการสร้างเสน่ห์เพิ่มบุคลิกที่ดีให้กับตนเอง


10 วิธีการกินเพื่อสุขภาพ

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

ส่วนที่เหลือ 2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!


ความทรงจำนอกมิติ ดวงอาทิตย์ที่มองไม่เห็น

บทความวันนี้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย นอกจากจะอ้างถึงเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ผู้เขียนได้เขียนไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีความคล้ายๆ กันเพื่อให้ผู้อ่านคิดแล้วเอาไปเทียบเคียงดูกับความคิดของนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คน ว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด? ระหว่างข้อมูลว่าด้วยความจริงที่รับรู้ด้วยจิต กับความจริงที่รับรู้ด้วยกาย พูดง่ายๆ คือการ "เห็น" ด้วยตาในหรือด้วยจิตในสมาธิ กับการเห็นด้วยตาเนื้อหรือตาจริง ทั้งสองวิธีได้สร้างความรู้ความจริงให้แก่มวลมนุษยชาติมาตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมา (จากใคร?) จนถึงปัจจุบัน บทความบทนี้อาจจะเป็นจิตนิยมด้วยซ้ำ

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

เพื่อนกับนาฬิกา

ถามอะไรคุณอย่างนึงได้ไหม เพื่อนตามความคิดคุณคืออะไร? เค้ามีความสำคัญกับคุณมากแค่ไหน “เทียบกับคนรักของคุณได้บ้าง ฤ เปล่า” ฉันมีบ้างอย่างอยากจะเล่าให้ฟังแค่นั้นเองมีนาฬิกาปลุกอยู่เรือน 1 มันทำหน้าที่ของมันทุกวัน ทั้งเข็มยาวเข็มสั้น…. ยังคงเดินทางรอบหน้าปัดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ส่วนที่เหลือ ตอนเช้าๆๆๆๆๆๆๆๆ มันจะส่งเสียงกวนประสาท เสียงที่ทำให้เราต้องตื่นจากความฝันแสนหวาน เราตอบแทนมันโดยการเอื้อมมือไป ควานหา”ตบหรือกดมันอย่างแรง” ด้วยความรำคาญ เพื่อให้มันเงียบ ทั้งๆที่มันก็ช่วยให้เราไม่ไปผิดนัดสำคัญๆอยู่เสมอ และถ้ามันเผลอปลุกเราในวันพักผ่อน บางทีเราอาจจะขวางมันทิ้งเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่เราก็เป็นคนตั้งเวลาเอาไว้เอง บ้างครั้งเราก็มั่วทำอย่างอื่นที่เราเห็นว่าสำคัญ มากเสียยิ่งกว่า “นาฬิกา” ที่มันตั้งอยู่ที่เดิมของมันทุกวัน เราไม่ใส่ใจมันเท่าไรหรอก จะสนใจมันแค่ตอนเรา “อยากรู้เวลาก็เท่านั้นเอง” จนกระทั่งวันนึง นาฬิกาเดิมๆเรือนนั่นมันเงียบหายไป คุณไม่รู้หรอกว่ามันเงียบไปเมื่อไร คุณจำไม่ได้หรอกว่าตอนมันเดินครั้งสุดท้าย คือ ตอนไหน คุณได้แต่โทษมันในเช้าวันนั้นว่า “ไอ้นาฬิกา เฮงซวย..ทำไมถึงไม่ปลุก” ทั้งที่มันเงียบไปเพราะคุณ……… คุณว่าไหม ว่า “เพื่อนมันเหมือน “นาฬิกาปลุกเนอะ…” ทำไมนะเหรอ………. คุณคิดดูสิ--- ความรักระหว่างเพื่อนก็เหมือนการเดินของเข็มนาฬิกานะ เดินอยู่ที่เดิมๆๆๆๆๆ แต่ก็เดินไปได้เรื่อยๆๆ ไม่เหนื่อยไม่เบื่อ บางครั้งเพื่อนก็เตือนเรา บอกเรา แนะนำเราไนบางเรื่องที่เราควรจะฟัง แต่เรากลับรำคาญมัน พูดทำร้ายน้ำใจเค้า หรือทำให้เค้าเสียใจ เพราะคิดว่าคำพูดเตือนของเค้าทำให้คุณรำคาญ ถึงแม้บางทีคุณก็ทำไปเพราะไม่ได้ตั้งใจ แต่ลองสังเกตสิ สิ่งที่เพื่อนๆคุณเตือน(ด้วยความหวังดีนั้น) บางทีกลับช่วยคุณได้หลายๆเรื่อง หลายครั้งหลายคราว ที่คุณมัวแต่ทำเรื่องอื่น ให้ความสำคัญกับคนอื่นๆๆ และมองข้ามความสำคัญเพื่อน เพราะคุณคิดอยู่เสมอว่า…….. ความรักของเพื่อน มันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา เช่นเดียวกับ นาฬิกา… ที่มันจะเดินไปอย่างนั้น…เหมือนทุกๆวัน แต่คุณคงลืมไปว่าสักวัน ถ่านที่คุณใส่ไว้มันก็ต้องหมด นาฬิกาไม่ได้ละเลยหน้าที่ของมัน หากเพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะเอาแรงที่ไหนเดินหากไม่มี แบตเตอร์รี่ เช่นเดียวกันกับเพื่อนของคุณ แม้เค้าจะรักและปรารถนาดีกับคุณมากแค่ไหนก็ตาม หากคุณเองไม่เคยใส่ใจ หลงลืมไปว่ายังมีเค้าอยู่ ก็เปรียบเหมือนดังนาฬิกา ที่มันไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ของมันหรอก หากแต่เพียงคุณเองที่ไม่เคยจะเอาใจใส่ นาฬิกาเก่าๆเดิมๆเรือนนั้นเลย ถึงเวลาหรือยังที่คุณจะหันกลับมามอง มองดูนาฬิกาเรือนเดิม ไม่สายไปใช่ไหมที่คุณจะใส่ถ่านให้มันอีกครั้ง และไขลานให้มันเดินดังเดิม เพื่อให้นาฬิกาเรือนเดิม กลับมาทำหน้าที่หน้าเบื่อเดิมๆ อักสักครั้ง

นาฬิกากับเวลา

"นาฬิกา" กับ "เวลา"....แตกต่าง..แต่..เติมเต็ม
แปลกมั๊ย..ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลากับนาฬิกาเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ
จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย

ส่วนที่เหลือ เวลา... เดินไปข้างหน้า
นาฬิกา.. เดินอยู่ที่เก่า
เวลา.. เราไม่อาจย้อนกลับ
นาฬิกา.. เราหมุนย้อนมันได้
เวลา.. เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน
นาฬิกา.. เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ได้
เวลา.. ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกับอะไร
นาฬิกา.. ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น
แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน
แต่ถามหน่อย.. ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย
หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร
ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว
ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ เพียงแต่จะมองเห็นมันรึป่าว?
เวลากับนาฬิกา ก็เหมือนฉันกับเขา
ฉันกับเขา.. อาจไม่มีอะไรเหมือนกัน
ฉันกับเขา.. มีความคิด และวิถีชีวิตที่ต่างกัน
ฉันกับเขา.. อาจเดินกันคนละเส้นทาง
ฉันกับเขา.. อาจมีความฝันที่ห่างไกลกัน
ฉัน.. อาจเหมือนกับเวลา ที่ชอบเดินไปข้างหน้า
หาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย โดยทิ้งหลายสิ่งไว้ข้างหลัง
เขา.. อาจเหมือนกับนาฬิกา ที่ยังเป็นแบบเดิมๆ
ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในมุมเก่าๆ
ฉันอาจไม่พบกับเขาเลย ถ้าฉันยังดึงดันจะมองแต่ข้างหน้า
ฉันอาจไม่พบกับเขาเลย ถ้าฉันไม่มองไปข้างหลัง
เขายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังอยู่แบบเดิม ๆ
เขายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังก้มหน้าก้มตา
ทำหน้าที่ของเขาไป
แต่ฉันยังเฝ้ามอง เฝ้ารอ
ความแตกต่าง อาจสร้างกำแพงบังเขาไว้
แต่ฉันยังเชื่อมั่น ว่าซักวัน สิ่งนั้นน่ะแหละ
ที่จะเชื่อมโยงใจเราเข้าหากัน
ความแตกต่าง จะเติมเต็มส่วนที่เราขาดหาย
และสุดท้าย ก็จะเหลือเพียงแค่คำว่า.. กันและกัน
เหมือนกับเวลาและนาฬิกา ที่ยังคู่กันเสมอมา และตลอดไป
ไปFwd ของน้องบิ๋วมาอีกที่ อิอิ
เพิ่งกลับมาจากบ้านที่รัก น้ำหนักขึ้นครับท่าน กูจะบ้าตาย
ไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากะจะไปให้ประหลาดใจสักหน่อย ตอนแรกกะไว้ว่าถึงชลบุรีแล้วค่อยโทรหา ดีนะไหวตัวทันเลยถึงเอกมัยแล้วโทรไปหา โทรไปแล้วก็บอกว่าจะไปหา โดนด่าอีกกู
แอม "ทำไมไม่โทรมาก่อน วันนี้เขาเข้าบ้านดึกประมาณ 4 ทุ่ม ต้องไปงานศพเจ้าของบริสัด ทำไมไม่โทรมาบอกก่อน"
กูผิดอีกแล้ว เลยต้องนั่งดูสาวๆที่เอกมัย แล้วไปนั่งดูสาวๆที่เมืองชลต่อ
ไปคราวนี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย เพราะแอมต้องการพักผ่อนอย่างมากหลังจากที่ทำงานมาทั้งอาทิตย์ เลยได้แต่ตื่นสายๆ แล้วออกไปหาข้าวกิน แล้วนอนอีก กลางคืนเชียร์บอลอีก..
กินทั้งวัน..เริ่มตั้งแต่กาแฟ+คุ๊กกี๊..ผัดไทย 2 คน 3จาน..ต่อด้วยผลไม้รวม+โค๊ก..ขนมข้าวเกรียบอ่อน..ลูกชิ้นทอด..ราดหน้า..กินในหนึ่งวันกินแล้วก็นอน..กลับมาบ้านมาลองชั่งน้ำหนัก ขึ้นไปเพียบกูจะบ้าตาย กว่าจะลดได้แต่ละโล